วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

KM-LINK VB

ลิงค์ดีๆมีประโยชน์ เกี่ยวกับ VB


แต่เว็บไซต์นี้น่าจะเป็นของเว็บ VB.NET รุ่นเก่าๆๆแล้ว ปัจจุบันน่าจะเป็น 2008 แล้ว ก็ต้องปรับใช้เอาเวลาเรียนรู้

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

KM : Visual Basic .NET

ความรู้ทั่วๆไปของการเขียน Visual Basic.NET2008

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ String และ StringBuilder
Tags: VB, C#, Blog
มีคำถามเกี่ยวกับ StringBuilder ที่มีคนถามและมีคนตอบแล้ว
แต่จะขอเพิ่มให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ผมจึงเขียนความเข้าใจทั่วไปเรื่องนี้ขึ้นมา

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ String และ StringBuilder

1. String เป็นคลาส แต่เราไม่ต้องใช้งานมันแบบคลาสทั่วไป เพราะ syntax ของภาษาต้องการให้เป็นเช่นนั้น เช่น
s = "apple"
จะเกิดการสร้างอ๊อบเจ็กต์ String หนึ่งอ๊อบเจ็กต์ โดยกำหนดค่าเป็นข้อความ "apple"

2. String เป็น immutable class คือเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของอ๊อบเจ็กต์ของคลาสดังกล่าวได้
หลังจากที่ได้สร้างไปแล้ว ดังนั้น
s = "apple"
s = s & "barney"
การกำหนดค่า "applebarney" ให้ตัวแปร s ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าของอ๊อบเจ็กต์ s เดิม
(เพราะ immutable หรือ แก้ไขค่าไม่ได้) แต่จะเป็นการสร้างอ๊อบเจ็กต์ String ใหม่ ที่มีค่า "applebarney"
แล้วให้ตัวแปร s (object reference) ไปชี้หา ตอนนี้ อ๊อบเจ็กต์ String เดิม ("apple") กลายเป็นขยะไปแล้ว (garbage)

3. ทำนองเดียวกัน เช่น
s = "SELECT ProductName "
s = s & "FROM Products "
s = s & "WHERE CategoryId = 4"
จะเกิดการสร้างอ๊อบเจ็กต์ String 3 ครั้ง และขยะ 2 ก้อน
คิดดูสิครับว่า ถ้ามีการต่อข้อความหลายๆ statement อย่างนี้ จะเกิดขยะอ๊อบเจ็กต์มากสักเท่าใด

4. แต่ประโยคนี้ compiler ฉลาดพอที่จะต่อ string ให้เราเลยตอน compile
s = "SELECT ProductName " _
& " FROM Products " _
& " WHERE CategoryId = 4"
เป็น statement เดียว เกิดการสร้างอ๊อบเจ็กต์ String ทีเดียว

5. โค้ดอย่างข้อ 3 ถ้าเรามีการต่อข้อความ หลายๆ statement
เราใช้ StringBuilder ช่วยสร้าง string เช่นตัวอย่างนี้

Dim sb As New StringBuilder()

sb.Append("SAMPLE" & ControlChars.NewLine)
For n As Integer = 1 To 100
sb.AppendFormat("I'm line {0}.{1}", n, ControlChars.NewLine)
Next

Dim output As String
output = sb.ToString()

6. จะเห็นว่าเราใช้เมธอด ToString เพื่อเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการ Append (ต่อ) ข้อความของ StringBuilder
มีข้อแนะนำว่า เมื่อใช้ ToString แล้ว ไม่ควรไป Append อีกเพื่อเอา ToString มาอีกเรื่อยๆ
เพราะก็จะเกิดขยะมากมายเช่นเดิมได้อีก ควรต่อให้เสร็จในครั้งเดียวให้จบ แล้วใช้ ToString เพื่อได้ผลลัพธ์นั้น

7. การต่อข้อความจำนวนไม่มาก ใช้ StringBuilder จะได้ผลแย่กว่า การใช้ & (หรือ + ใน c#)

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Reverse Engineering

02.07 ดึกแล้วแต่ก็ยังไม่ได้นอนช่วงนี้สอบ เหนือยมากมาย ตอนนี้กำลังค้นหาคำตอบของแนวข้อสอบที่อาจารย์ให้มา วันนี้ไปติวกับเพื่อนก็งงอยู่ว่า Reverse Engineering คืออะไร ได้รู้คราวๆดังนี้


วิศวกรรมย้อนกลับ หรือ Reverse Engineering

เป็นคนละคำกับคำว่า Reengineering ที่หมายถึงการจัดการองค์กรใหม่ โดยอาจมีเรื่องการลดจำนวนพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คำว่าวิศวกรรมย้อนกลับเป็นขบวนการค้นหาหลักการหรือวิธีการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบหรือซอฟแวร์ โดยการวิเคราะห์โครงสร้าง หน้าที่การทำงาน, วิธีการใช้งานหรือโปรแกรม ส่วนใหญ่ จะเป็นการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์หรืออุปกรณ์จักรกลหรือโปรแกรม จากการวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานแล้วนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์หรือระบบใหม่ที่ทำหน้าที่ได้เหมือนกับระบบที่ถูกวิเคราะห์โดยไม่ต้องมีทำการลอกแบบหรือทราบวิธีการทำงานจริง ๆ ของระบบที่ถูกทำการวิเคราะห์

ในสหรัฐและอีกหลาย ๆ ประเทศขบวนการผลิตและวิธีการประดิษฐ์สิ่งของทางการค้าจะปิดเป็นความลับทางการค้า วิธีการทำวิศวกรรมย้อนกลับกับสิ่งประดิษฐ์หรือขบวนการเป็นวิธีการที่ถูกกฎหมายตราบเท่าที่ขั้นตอนวิธีการที่ทำให้ได้มาซึ่งขั้นตอนยังถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับสิ่งของที่มีสิทธิบัตร (Patent) ต้องมีการแสดงวิธีการหรือขั้นตอนการประดิษฐ์ก่อนที่จะทำการจดทะเบียน ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อให้ได้มาซึ่งขั้นตอนวิธีการทำสำหรับสิ่งของที่มีการจดสิทธิบัตร แต่ส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้มีการทำการวิเคราะห์โดยวิศวกรรมย้อนกลับคือการหารายละเอียดในผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright Infringements) หรือละเมิดสิทธิ์บัตรหรือไม่ (Patent Infringements)

ตัวอย่างของซอฟแวร์แซมบ้า (Samba) เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจตัวอย่างหนึ่งของการทำวิศวกรรมย้อนกลับ โดยการที่ระบบซอฟแวร์จะสามารถทำให้มีการแชร์หรือการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างเครื่องกันใช้แฟ้มข้อมูลเดียวกันได้กับระบบแฟ้มข้อมูลของไมโครซอฟท์วินโดส์ โดยตัวซอฟแวร์เองจะมีการทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (Linux) ซอฟแวร์มีการทำงานที่เป็นการเลียนแบบการทำงานของระบบปฏิบัติการวินโดส์โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานที่สามารถทำได้เหมือนกัน ซอฟแวร์มีการอนุญาตให้เครื่องต่างระบบหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นคนละประเภทสามารถทำการแชร์แฟ้มข้อมูลกับระบบวินโดส์ได้

การทำวิศวกรรมย้อนกลับสำหรับซอฟแวร์บางครั้งจะเรียกว่า การทำวิศวกรรมย้อนกลับของรหัส Reverse Code Engineering หรือ RCE ตัวอย่างเช่น ในการใช้งานซอฟแวร์หรือโปรแกรมที่เราใช้งานทุกวันนี้นั้นจะอยู่ในรูปที่เป็นรหัสไบนารี่หรืออยู่ในรูปของภาษาเครื่องแล้ว แต่ก่อนที่จะอยู่ในรูปนี้ได้จะต้องผ่านขั้น ตอนการที่เรียกว่า การคอมไพล์ (Compile) ซึ่งเป็นการแปลงโปรแกรมภาษาให้อยู่ในรูปรหัสไบนารี่ ตัวอย่างของซอฟแวร์ที่ทำวิศวกรรมย้อนกลับกับรหัสไบนารี่ของภาษาจาว่าได้แก่ซอฟแวร์ที่ชื่อ Jade ซอฟแวร์จะทำขั้นตอนที่เป็นการย้อนกลับหรือที่เรียกว่า Decompile โดยจะเป็นการแปลงให้รหัสไบนารี่หรือรหัสภาษาเครื่องให้กลับมาอยู่ในรูปโปรแกรม ภาษาที่สามารถอ่านเข้าใจได้


เทคนิคในการจัดการกับรหัสไบนารี่ในขบวนการวิศวกรรมย้อนกลับ

ในการพัฒนาโปรแกรมนั้นจะต้องใช้ขั้นตอนหรือวิธีการซึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์เรียกว่า อัลกอริทึม (Algorithms) ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โปรแกรมที่ออกแบบมานั้นสามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ หรือมีความรวดเร็วต่างกันก็จะมาจากส่วนนี้ วิศวกรรมย้อนกลับจะเป็นเสมือนการทดสอบกล่องดำเพื่อดูว่าขั้นตอนของการทำงานของซอฟแวร์นั้นๆ เป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ทราบถึงวิธีการทำงานของโปรแกรมหรือซอฟแวร์นั้นขั้นตอนการทำวิศวกรรมย้อนกลับของซอฟแวร์ สามารถวิเคราะห์ได้คร่าวๆ มีดังนี้


1. วิเคราะห์โดยสังเกตข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง โดยขั้นตอนนี้จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิ่งอยู่ในสายซึ่งอาจเป็นการวิเคราะห์บัสหรือสายข้อมูลที่เชื่อมต่อซึ่งอาจใช้ Protocol Analyzer หรือ packet sniffer ในการวิเคราะห์ตรวจจับข้อมูล โดยข้อมูลที่วิ่งไปมาในสายจะบอกให้ทราบถึงรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการซึ่งบางครั้งไม่จำเป็น ต้องมีการเชื่อมต่อเป็นเน็ตเวิร์ดจริง ๆ อาจเป็นเพียงการใช้งานเครื่องเดียว (Stand-Alone) แล้วดูพฤติกรรมในสายสัญญาณ บางครั้งการทำวิศวกรรมย้อนกลับในระบบที่เป็นแบบผนวกรวมหรือที่เรียกว่า Embedded System ก็สามารถวิเคราะห์ได้ง่ายโดยเครื่องมือที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ให้มา เช่น โปรแกรมที่ใช้ตรวจหาที่ผิด (Debugger) อย่าง JTAG ตัวอย่างของการทำวิศวกรรมย้อนกลับในระบบไมโครซอฟท์วินโดส์สำหรับการหาที่ผิด (Debug) ที่ระดับไบนารี่ ได้แก่ซอฟแวร์ที่ชื่อ SoftICE






2. การวิเคราะห์โดยการทำให้อยู่ในรูปโค้ดของภาษาแอสแซมบลี หรือภาษาเครื่องที่โปรแกรมอ่านแล้วสามารถทำงานได้โดยตรง การทำให้อยู่ในรูปของภาษาแอสแซมบลี แล้วดูวิธีการทำงานของโปรแกรมจากการทำงานในแต่ละขั้นตอนก็จะสามารถทำให้ทราบวิธีการทำงานของซอฟแวร์ที่ต้องการทำวิศวกรรมย้อนกลับได้
3. การทำการแปลงรหัสกลับไปเป็นซอสโปรแกรมหรือการดีคอมไพล์ (Decompile) เป็นขั้นตอนที่เป็นเหมือนการลองผิดลองถูกซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง
เพื่อที่จะให้ได้รหัสซอสโค้ดของภาษาชั้นสูงหรือโปรแกรมภาษาจากขั้นตอนการแปลง ในกรณีที่มีเพียงแค่รหัสไบนารี่สำหรับทำการวิเคราะห์
นอกจากนี้การทำวิศวกรรมย้อนกลับของซอฟแวร์ยังเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย (Security audit) หรือแม้นกระทั่งการพยายามกันส่วนที่ป้องกันการแก้ไขในซอฟแวร์ (Cracking)



บายเนีย ปี51

งานบายเนีย คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม TCT PARTY วันที่ 31 มกราคม 2552

มาให้กำลังใจน้องรหัส จบปีนี้แล้ว แต่พี่รหัสยังคงต้องทำเล่มโปรเจคอยู่เลย โดนน๊อครอบ


สายรหัสครอบครัว 4920740398 คราบบบ + พี่รหัสพี่หญิงอีกคน

อาจารย์ต้น และเพื่อนๆ

ITM - Assignment 6 Portfolio

วิชา Information Technology ManagementAssignment 6 กำหนดส่งก่อนสอบปลายภาครายละเอียดของงาน : ให้ทำระบบจัดการๆเรียนของตัวเอง


ส่งลิงค์ให้อาจารย์แล้ว ไม่รู้ว่าอาจารย์จะเข้ามาตรวจหรือยัง

ขอบคุณอาจารย์ค่ะ

ที่ทำให้ได้รวบรวมความรู้ ให้อยู่ในกรอบๆเดียว และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ให้ทุกที่ทุกเวลา

Supply Chain หาความรู้เพิ่มเติม

องค์ประกอบของการบริหาร Supply Chain Collaboration

ปัจจุบันเรื่องของ Supply Chain หรือการจัดการห่วงโซ่อุปทาน มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ที่ทำให้ทุกภาคธุรกิจใส่ใจกับเรื่องการลดต้นทุนในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ การพยายามลดต้นทุนเฉพาะภายในองค์กรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับภาวะในปัจจุบันที่มีการแข่งขันรุนแรง เพราะกว่าผลิตภัณฑ์จะถึงมือลูกค้า (End Users) ก็ต้องผ่านมือผู้ผลิตมาหลายทอด ดังนั้นการสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost Competitiveness) จึงจำเป็นต้องมาจากความร่วมมือในหมู่คู่ค้าที่ผลิตภัณฑ์นั้นผ่านมือหรือ Chain เป็นพื้นฐานกระบวนการทำงาน แผนงาน ตลอดจนข้อมูลของบริษัทนั้น ถือเป็นความลับและจำกัดขอบเขตการรับรู้อยู่แต่ในวงผู้เกี่ยวข้องภายในเท่านั้น แต่การที่แต่ละองค์กรจะสร้างกระบวนการเพื่อ Collaborate กันได้นั้น จำเป็นต้องมีการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Information Sharing) โดยในการสร้างปัจจัยที่สามารถผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันนั้นจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ ได้แก่
1. ความไว้ใจซึ่งกันและกัน (Trust) อันนี้เป็นปัจจัยหลักและสำคัญมากที่สุด จำเป็นที่จะต้องสร้างขึ้นมา ในอดีตผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกันนั้นมักมีความไว้วางใจกันสูง ความไว้วางใจในอดีตนั้นมักเกิดในรูปของคุณภาพสินค้าและเครดิต แต่ปัจจุบันจะอยู่ในรูปของการแลกเปลี่ยนความคิด แผนงาน ตลอดจนข้อมูลการค้าที่สำคัญ และมีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน ความเสียหายหรือต้นทุนที่เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะส่งผลต่อคู่ค้าและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่รายอื่นๆด้วย
2. การร่วมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน (Information Sharing) หากคู่ค้ายินยอมให้ใช้ข้อมูลการค้าร่วมกันหรือเป็นข้อมูลชุดเดียวกันแล้ว จะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในเรื่องของเวลา (Time) และต้นทุน (Costs) คือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของ Lead Time, Order Fulfillment ขณะเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนในเรื่อง Inventory ได้ นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าที่ผ่านมาในแต่ละขั้นตอนก็สามารถลดลงได้โดยอาศัยข้อมูลพยากรณ์ ที่คู่ค้านำมาใช้ร่วมกันเพื่อการวางแผนการผลิตและการจัดส่ง
3. คุณภาพของขมูลที่ใช้ร่วมกัน (Quality of Shared Information) คุณภาพของข้อมูล โดยทั่วไปหมายถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความทันต่อเวลา (Timอeliness) ข้อมูลนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลย หากเป็นข้อมูลที่ขาดความถูกต้องแม่นยำและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ต้องเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและสามารถเรียกใช้ได้ทันเวลาตามต้องการ นอกจากความถูกต้องและทันเวลาแล้ว ยังเป็นเรื่องของประเภทและระดับของข้อมูลที่ใช้ หากต้องการปรับปรุงในเรื่องของ Inventory ข้อมูลสำคัญและเกี่ยวข้องคือ การพยากรณ์ (Forecast) แผนการตลาดและการส่งเสริมการตลาด, ข้อมูลสินค้าล้าสมัย, ข้อมูลสินค้าที่จะแนะนำเข้าสู่ตลาด, ข้อมูลสินค้าและบริการของคู่แข่ง เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะต้องอยู่ในระดับที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้
4. เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร (Information and Communication Technologies)ปัจจัยทั้งสามข้อที่ได้กล่าวมา จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการนำเอาเรื่องของไอซีทีมาใช้ ความจริงเรื่องของ Collaboration มีการพูดถึงมานานแล้ว แต่องค์กรธุรกิจต้องใช้เวลาในการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อให้พร้อมทั้งตนเองและคู่ค้า ช่วงเวลาดังกล่าว อินเทอร์เน็ตถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทั้งระบบสื่อสารก็ยังมีจำกัดและมีราคาค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ทว่าในปัจจุบัน การขยายตัวทั้งในส่วนของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและ Bandwidth ทำให้แนวโน้มอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตลดลงและเป็นที่นิยมแพร่หลาย อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเสมือนเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมองค์กรต่างๆเข้าด้วยกัน ทำให้การสร้างกระบวนการ “Collaboration” สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ITM-การบ้านวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552

Define a global information system.Global Information System หรือ GIS หมายถึง การที่นำระบบ Interorganizatioal System ที่เชื่อมโยงติดต่อกันของหลายๆบริษัทที่อยู่ประเทศต่างๆเข้าด้วยกัน โดยมักจะใช้กับบริษัทที่ทำงานกันอยู่ในหลายๆประเทศ มีสาขาอยู่ในประเทศต่างๆ และมีพนักงานจำนวนมากๆ ใช้กับบริษัทที่มีการทำธุรกิจกับคู่ค้าที่อยู่ในหลายๆประเทศ และใช้กับบริษัทที่เกิดจากการร่วมมือกันจากหลายๆประเทศ

ประโยชน์ของระบบ Global Information System คือ

1.การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ราคาที่ใช้ในการสื่อสารเหมาะสมกับคุณภาพที่ได้รับ ทำให้การร่วมงานกันระหว่างผู้ร่วมงานที่อยู่ไกลออกไปทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น
2.มีการประสานงานกันกับผู้ร่วมงานที่มีความแตกต่างในเรื่องระยะทาง เวลา ภาษาและวัฒนธรรม สามารถประสานงานกันได้ดีขึ้น
3.สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของพันธมิตรทางธุรกิจ และสามารถทำงานในโครงการเดียวกันได้ แม้จะอยู่สถานที่แตกต่างกัน

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการใช้ระบบ Global Information System คือ

1.ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม กฎหมาย จรรณยาบรรณต่างๆ ขององค์กร
2.ท้องถิ่น โดยในบางครั้งหลายบริษัทจะใช้ชื่อ สี ขนาด และแพ็กเกจที่แตกต่างกันออกไปกับสินค้าหรือบริการที่เหมือนกัน
3.เศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างกัน
4.กฎหมายที่แตกต่างกันของท้องถิ่นต่างๆ อย่างเช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร การโอนข้อมูล และอื่นๆ
5.ลักษณะการออกแบบให้รองรับต่อการใช้งานของคนทั่วโลก (วัฒนธรรม ภาษา กฎหมาย และตัวแปรต่างๆ)บุคลากรในการทำงานต่างๆว่ามีทักษะในการทำงานเรื่องต่างๆเพียงพอต่อการทำงานไหม ต้องการการฝึกอบรมเพิ่มอีกไหม

ส่งเล่มเขียว















โปรเจคปริญญาตรีที่เพิ่งได้เข้าเล่ม ลันล้าได้แล้วเรา


กว่าจะเสร็จได้ก็ได้รับการคัดกรองจาก


ท่านอาจารย์ รตต.หญิง ดร. นิดาพรรณ สุรีรัตนันท์


ท่านอาจารย์ ผศ.ดร. กัณพงษ์ วรารัตน์ปัญญา


ที่ท่านช่วยสละเวลาช่วยดูและเป็นที่ปรึกษาในปริญญานิพนธ์เล่มนี้


ขอบพระคุณค่ะ หลังจากที่เหนื่อยมานานมากข้ามปีเลยก็ว่าได้














ขอบคุณเพื่อนร่วมโปรเจค นางสาว จิราพร สุทธิพงษ์ ที่คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ช่วยกันทำงานจนประสบความสำเร็จ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ITM - Assignment 1 UPS & FEDEX

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาองค์กร
(เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานระหว่างบริษัท FEDEX และ UPS)


บทนำ
Information System Concepts and Definitions
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information System; IS)
· รวบรวมข้อมูล
· นำข้อมูลที่รวบรวมแล้วมาประมวลผล
· รวบรวมข้อมูลจัดเก็บในรูปแบบต่างๆ
· รวบรวมข้อมูลแล้วทำการวิเคราะห์ และ เผยแพร่ สารสนเทศที่ได้ออกไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่จำเพาะเจาะจง (Specific purpose)
Information Systems Concepts and Definitions
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้นำเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการกับงานที่ต้องการบางอย่าง หรือทั่งหมด (CBIS) โดยองค์ประกอบหลักๆของ IS เช่น Hardware Software
Database Network Procedure People
ประกอบเข้าด้วยกันในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป มีการจัดทำโปรแกรมประยุกต์ (Application Program) เพื่อสนับสนุนงานๆหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา สนับสนุนกระบวนการธุรกิจ เช่นการรวบรวมโปรแกรมประยุกต์เอาไว้ที่แผนกหนึ่ง แผนกที่รวบรวมโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคล Human resources เรียกว่า Human resources information system (HIRS) มีการสื่อสารกันและกันผ่านเครือข่ายและเข้าถึงสารสนเทศได้ในระดับองค์กร (Enterprise wide information system) และ ระดับระหว่าองค์กรสององค์กรหรือมากกว่า (Interorganizational information system) โดยมีเป้าหมายคือการจัดการกับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบต่อไปนี้
1) ข้อมูล (Data)
2) สารสนเทศ (Information)
3) องค์ความรู้ (Knowledge)


บริษัท UPS (www.ups.com)



เป็นบริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทางด้านการบรรทุกและส่งของ โดยการใช้การขนส่งทางบกบวกกับทางอากาศเป็นหลัก ภายหลังได้มีการให้บริการอย่างครบวงจร มีชื่อเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อคือ Big Brown โดยมีกำเนิดจากเมือง Seattle รัฐ Washington ผู้ก่อตั้งบริษัทก็คือ Jim Casey ซึ่งขณะนั้นที่อายุเพิ่ง 19 ปี โดยเริ่มจากการส่งของโดยใช้รถจักรยานยนต์ ใช้ชื่อบริษัทว่า Motorcycle Delivery Company โดยมุ่งเน้นการให้บริการกับห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งปี 1940 จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น United Parcel Service of America ( UPS ) แรกเริ่มได้มีการใช้ขนส่งทางอากาศโดยใช้เครื่องบินโดยสาร จนกระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงนั้นบริษัทอยู่ในช่วงเฟื่องฟูที่สุด จนกระทั้งปี 1975 บริษัทมีความสามารถที่จะส่งของไปยังทุกที่ ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และในปีเดียวกันเองบริษัทเริ่มขยายตลาดสู่ต่างประเทศโดยเริ่มจาก แคนาดา ในปีต่อมาเริ่มเข้าสู่ตลาดยุโรปโดยเริ่มต้นที่เยอรมันตะวันตก
ความสำเร็จของ UPS อยู่ที่การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพจากศูนย์กลาง Atlanta , Georgia บทความในหนังสือ Business week กล่าวว่า “มีการจับเวลาการเดินทางทุกเส้นทางถึงขนาดเวลาที่เสียในการจอดรอไฟแดง มีแม้กระทั่งระบบการตรวจเช็คและการซักซ้อมกับทุกวันเพื่อให้ไม่มีข้อผิดพลาด” หนึ่งในคนขับรถของ UPS ชื่อ Mark Dray กล่าวถึงการทำงานว่า “ทุกคนต้องทำงานตามเวลาอย่างเคร่งครัด โดยเวลา 1 ชั่วโมง ถูกแบ่งเป็น 100 ส่วนปัจจัยที่ทำให้เสียเวลา เช่น สภาพอากาศ สภาพการจราจรหรือ ปริมาณพัสดุ ต่างไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลที่ทำไห้ส่งของไม่ตรงเวลา จนขนาดที่ว่าถ้าส่งของเร็วกว่ากำหนดระยะทางจะถูกขยายออกโดยการเพิ่มระยะทางเข้าไป
ภาพลักษณ์ในการบริหารที่เชื่องช้า และหัวโบราณทำให้บริษัทถูกมองว่าล้าสมัย จนกระทั่งมีการแบ่งหุ้นออกขายในปี 1999 ถึงแม้ว่าขนาดบริษัทจะใหญ่กว่า FedEx แต่ UPS กลับไม่เลือกที่จะแข่งขันในการส่งพัสดุแบบข้ามคืน จนกระทั่งปี 1982 สาเหตุหลักเป็นเพราะงบประมาณมหาศาล ที่ต้องลงไปกับการซื้อเครื่องบิน จนกระทั่งหลังจากการแบ่งหุ้นออกขาย บริษัทจึงเริ่มเปิดการแข่งขันอย่าง ดุเดือด ก้าวร้าวขึ้น เริ่มจากการใช้ Miami เป็นฐานการกระจายสินค้าทางอากาศสู่ ลาตินอเมริกา และการเปิดร้านที่รับบริการบรรจุลงในกล่องก่อนส่งจุดต่างๆในชื่อ UPS store กว่า 4,300 จุด ทั่วอเมริกาและต่างประเทศ
การเปลี่ยนแนวคิดของจุด Focus ของบริษัททำให้เปลี่ยนจากบริษัทขนส่งราคาถูกเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ International Technology, เครื่องบิน, เน้นให้ความสำคัญด้านคุณภาพ และสนับสนุนนวัตกรรม ใหม่ๆด้านการบริการ แต่ยังบริการในราคากันเอง ต้นปี 2003 บริษัทได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยเริ่มจาก Logo ใหม่หลังจากใช้มาตั้งแต่ปี 1961 และนอกจากนั้นแล้วบริษัทยังกำหนดจุดหมายที่แน่วแน่ในการสร้างกิจกรรมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้กว้างออกไป

ข้อคิดเห็นหลังจากทดลองใช้เว็บไซต์ www.ups.com
บริษัท UPS ได้ทำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในงานในระบบสารสนเทศโดยมีการสื่อสารข้อมูลเป็นลักษณะ Global Information System IOS ที่เชื่อมโยงบริษัทต่างๆที่คนละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน โดยลูกค้าของบริษัทสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อส่งไปรษณีย์ไปยังหลายๆประเทศทั่วโลกโดยการรีจิสเตอร์และจะมีอีเมล์เพื่อยืนยันการสมัคร ส่งมายังลูกค้า
รูปแบบของเว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าลักษณะงานมีลักษณะเป็นแบบ Transaction Processing System (TPS) เหมาะกับงานที่มีการใช้งานที่เป็นประจำอัตโนมัติและยังสามารถนำข้อมูลของลูกค้าไปวิเคราะห์ต่อไปในอนาคต มีส่วนของการคิดคำนวณ Calculator Time and Cost ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของไปรษณีย์ UPS มีการให้ลูกค้าระบุ packaging ของตนเอง ระบุ น้ำหนัก และขนาดของกล่องซึ่งทำให้ลูกค้าทราบว่าค่าบริการส่งจะต้องชำระเท่าใด อีกทั้งยังมีส่วนให้ลูกค้าเลือกระยะเวลาที่ต้องการให้ไปรษณีย์ของตนส่งไปถึงปลายทางซึ่งระยะเวลาของการส่งในแต่ละช่วงเวลาจะแตกต่างกัน ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เป็นช่องทางในการตัดสินใจของลูกค้าเพื่อความยุติธรรม ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมบริการของตนเป็นอย่างดี
แต่อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาเว็บไซต์เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าหรือเพื่อรวบรวมข้อมูลนำไปวิเคราะห์ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ต้องอยู่ที่ประสิทธิภาพขององค์กรและความสะดวกรวดเร็ว ส่งถูกต้องตรงเวลา เป็นที่เชื่อมั่นของลูกค้าด้วยจึงจะทำให้บริษัทสามารถประสบกับความสำเร็จได้
บริษัท FEDEX (www.fedex.com)


จุดเริ่มต้นของบริษัทเกิดจากรายงานของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นโดย Fred Smith ผู้ก่อตั้งบริษัทเมื่อครั้งตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Yale โดยเขากล่าวว่า บริษัทจะต้องมีเครื่องบินส่วนตัวในการขนส่งพัสดุ ไปยังจุดต่างๆ ทั้งๆที่บริษัทอื่นๆ ในปี 1981 สภาวะการแข่งขันในตลาดเริ่มเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น บริษัทหลายๆแห่งพยายามที่จะเลียนแบบระบบการขนส่งของ FedEx และตอนนี้เองบริษัท Ups เริ่มจะเข้ามาสู่ตลาดการขนส่งทางอากาศโดย Ups ได้ลดราคาค่าขนส่งจดหมายด่วนข้ามคืน เหลือครึ่งหนึ่งของ FedEx แต่แล้วก็ถูกสอนกลับด้วยโฆษณาของ FedEx ว่าสามารถได้ข้ามคืนจริงๆไม่ใช่บอกว่าข้ามคืนแต่จริงๆกลับใช้เวลาหลายวัน (โฆษณาโดยใช้สโลแกนที่ว่า Absolutely positive overnight) ในปี 1983 บริษัท FedEx มีรายได้ถึง 1000 ล้านเหรียญ และมีแนวโน้มที่จะคุมตลาดการขนส่งแบบด่วน (Express delivery service)
บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันกับ Ups การที่เงินเฟ้อและการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตส่วนมากพยายามควบคุมสินค้าใน Stock อย่างใกล้ชิด ของทุกชิ้นต้องถึงจุดหมายตรงเวลา (Just in time) ในเวลาอันสั้นที่สุด ทำให้ความต้องการ Service ของ FedEx จากภาคธุรกิจจึงเพิ่มเรื่อยๆ (จุดเด่นที่ ช่วยให้ลูกค้าสามารถ track พัสดุของตนได้ตลอดเวลา) การพัฒนาด้านเทคโนโลยีทำให้ FedEx สามารถรองรับลูกค้าที่มีรูปแบบการสั่งทุกรูปแบบ โดยเน้นความสะดวกในการให้ลูกค้าจะสั่งสินค้า track สินค้า และการควบคุมทาง process

ข้อคิดเห็นหลังจากทดลองใช้เว็บไซต์ www.fedex.com
บริษัท FEDEX ได้ทำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในงานในระบบสารสนเทศโดยมีการสื่อสารข้อมูลเป็นลักษณะ Global Information System IOS ที่เชื่อมโยงบริษัทต่างๆที่คนละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน เช่นเดียวกันกับบริษัท UPS
แต่เว็บไซต์ของ FEDEX จะต้องมีการยืนยันข้อมูลจากลูกค้าเป็นที่แน่นอนโดยการรอการรีจิสเตอร์จากทางบริษัทจึงทำให้การส่งไปรษณีย์ อาจเสียเวลาสำหรับผู้ที่ต้องการส่ง แต่รูปแบบของ FEDEX ได้เพิ่มช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้นโดยการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าถึงที่ โดยการไปรับไปรษณีย์ด้วยตนเองโดยพนักงานของบริษัททำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก และมีความเชื่อมั่นที่จะใช้บริการของบริษัท แต่ก็ต้องยอมจ่ายเงินในราคาที่แพงกว่า
รูปแบบของเว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าลักษณะเดียวกันกับบริษัท UPS แต่มีการจัดหน้าเว็บเพจให้ลูกค้าใช้งานได้งานพร้อมทั้งมีหน้าเว็บที่ช่วยสอนการส่งทำให้มีความสะดวกในการใช้งาน ไม่ยุ่งยากเหมือนกันกับ UPS

สรุป ปัจจัยที่ทำให้ให้ FedEx และ USP ประสบความสำเร็จ
UPS และ FedEx มีการตลาดแบบห่วงโซ่อุปทานและช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ ทั้งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา และกับประเทศอื่นๆทั่วโลก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ มีแผนในการขยายบริษัท
สิ่งสำคัญของความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นได้คือ ผู้บริหารจะต้องมีการจัดการกับข้อมูลที่มีเป็นมหาศาล และคิดที่จะนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาองค์กรในต่อไป ซึ่งสิ่งที่นำมาใช้และทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้คือมีการนำ Information systems เข้ามาเก็บรวบรวมวิเคราะห์และปรับปรุงองค์กรของตนให้ทันกับคู่แข่งขันและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด








ITM - Assignment 4 Google Search

รายละเอียด อาจารย์กำหนดให้นักศึกษาจัดทำบล๊อกเป็นของตนเองโดยมีภูมิลำเนาและแนวคิดในปัจจุบันของเราด้วย
เว็บบล๊อกที่เลิอกใช้ในการทำบล๊อกครั้งนี้คือ http://learners.in.th/ เนื่องจากการค้นหาทำได้เร็วและมีรายชื่อของผู้จัดทำอยู่ในลำดับแรกๆของ google

ผลจากการค้นหาของ Google มีดังนี้http://learners.in.th/profile/keawchuy





ITM - Assignment 5 TrueMove

รายละเอียดของงาน : ให้เขียนโครงสร้าง The landscape of mobile computing and commerce



FOUNDATIONS ->CARABILTIES ->APPLICATIONS









ITM - Assignment 3 Wikipedia (1)

รายละเอียดของงาน : หัวข้อของงานชิ้นนี้กำหนดให้นักศึกษามาปรับวิกิของตัวเองให้อยู่ในรูปแบบของสารานุกรมที่ดีที่ถูกต้อง

ท่านผู้ดูแล Manop ฝากแจ้งมาดังนี้ด้วยครับ ^^สวัสดีครับ
แวะมาทักทายครับ หากคุณ Asiaspirit ต้องการสอบถามระบบวิกิพีเดีย หรือระบบวิกิเอง สามารถถามเพิ่มได้ใน "สภากาแฟ" หน้าโครงการ จากเมนูด้านซ้ายมือครับ หากมีโครงการอย่างนี้อีกในอนาคตอาจจะมีการปรึกษา สอบถามร่วมมือกันได้ครับ หรือหากสนใจพูดคุยกับผู้ใช้คนไหนเฉพาะสามารถกดพูดคุยได้ที่หน้าผู้ใช้แต่ละคนครับ ยินดีต้อนรับสู่วิกิพีเดียไทยครับ --Manop พูดคุย 02:50, 1 ธันวาคม 2551 (ICT)


เพื่อนๆสมาชิก sec 3 จึงต้องปรับเพื่อให้บทความของตนเป็นสารานุกรม

ITM - Assignment 2 Wikipedia (2)

รายละเอียดของงาน : ของห้อง 3 ให้เขียนหัวข้อเรื่อง ระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศ ลงในวิกิพีเดียโดยแบ่งหัวข้อกันทำกลุ่มล่ะ 2 หัวข้อ ข้อล่ะ 2-3 คน

งานที่ได้รับมอบหมายเกิดปัญหานิดหน่อยจึงทำให้ต้องมีการปรับแก้ไขเนื้อหาใหม่ในสัปดาห์ต่อไป

Link : http://th.wikipedia.org/wiki/ระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศ











ระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมเป็นหลัก ความพิเศษของเทคโนโลยีทั้งสองนี้ก็ตรงที่ ต่างเป็นเทคโนโลยีที่เสริมซึ่งกันและกัน กล่าวคือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพหากเป็นเทคโนโลยีเดี่ยว
ระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบไปด้วย หลักสำคัญในการจัดการ
สารสนเทศเป็นจำนวนมากซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ในทางรูปแบบแนวคิดของการนำไปใช้นั้นจะมีรูปแบบที่ชัดเจนสามารถใช้วิเคราะห์และจัดการได้จากแนวคิดและแนวทางการจัดการสารสนเทศได้ตาม
แนวความคิดที่ตกผลึกของกระบวนการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ (Concepts and Management)

แนวความคิดที่ตกผลึกของกระบวนการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กระบวนการคิดซึ่งเป็นที่มาของแนวความคิดที่ตกผลึกโดยสังเขป เขียนเป็นผังการไหลของข้อมูล เมื่อต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยปัจจัยอื่นๆที่ไม่ได้เขียนไว้ก็เพื่อความกระชับ
แนวความคิดที่ตกผลึกของกระบวนการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ (
Concepts and Management) เป็นแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานของปัจจัยต่างๆ ที่จะนำระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ ซึ่งจะมีองค์ประกอบที่ใช้แตกต่างกันไปตามภารกิจและขนาดองค์กร วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขต่างๆ ปัจจัยเหล่านั้นที่ใช้สำหรับการตัดสินใจสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

ระบบสารสนเทศ (Information System) (IS)
ประกอบไปด้วย การเปลี่ยน
ข้อมูล (Data) ไปเป็นสารสนเทศ (Information) และทำให้สารสนเทศนั้นกลายเป็นความรู้ (Knowledge) นอกจากนี้จากยังมีคำหนึ่งที่มาความหมายสืบเนื่องจากทั้ง 3 คำ คือ ผู้รู้ (Wisdom) หรือ กูรู หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ด้านนั้นๆ จนเกิดความเชี่ยวชาญ ชำนาญการในความรู้นั้นๆ

ระบบประมวลผลธุรกรรม (Transaction Processing System)
เป็นกระบวนการที่มีการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นประจำวัน เป็นข้อมูลกระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น ลูกค้าทำการสั่งซื้อหรือจ่ายเงิน การเก็บข้อมูลสินค้าคงคลัง ในธุรกิจที่มีการทำรายการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานนี้เรียกว่าระบบประมวลผลธุรกรรม เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า ระบบนี้จะมีการจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกันการคิดคำนวณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ ทำการจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้นและทำการสรุปข้อมูล เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น มีการเก็บ (Storage)การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงานแต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems) (MIS)
คือ ระบบประมวลผลรายการที่ครอบคลุมกิจกรรมหลัก ๆ ขององค์กร แต่จะแตกต่างจากระบบประมวลผลรายการที่ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร และออกรายงานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับใช้ตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นรายงานสรุปข้อมูลต่างๆ ซึ่งไม่ใช่งานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน เหมือนกับระบบประมวลผลรายการ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ยังใช้สำหรับการวางแผน การติดตามและควบคุมงานในองค์กรด้วย ซึ่งผู้บริหารระดับล่าง และกลางเป็นผู้ใช้งาน

ระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management System)
ระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management System) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ
การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร
การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ระบบขับเคลื่อนองค์กรที่พัฒนาสืบทอดต่อกันมา (Legacy System)
ระบบขับเคลื่อนองค์กรที่พัฒนาสืบทอดต่อกันมา เป็นระบบการทำงานเดิมที่เคยมีอยู่แล้วภายในองค์กร เป็นระบบที่มีความสำคัญกับการทำงานขององค์กร การเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่องค์กรที่มีความทันสมัยในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น legacy System จะมีผลและเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้พัฒนาจะต้องคำนึกถึง เนื่องจากว่า legacy System มักจะเกี่ยวข้องกับการทำงานประจำของพนักงานภายในองค์กร การเปลี่ยนแปลง หรือ การนำระบบใหม่ๆมาแทนที่ระบบเก่าจึงเกี่ยวข้องกับบุคคลภายในองค์กร และควบคุมได้ค่อนข้างยาก
[2]

ระบบวิสาหกิจ (Enterprise System)
คือระบบหรือกระบวนการต่างๆ ที่ใช้ทั้งองค์กร เพื่อใช้ทรัพยากรต่างๆร่วมกัน เพื่อช่วยให้การทำงานสะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะใช้ Database และ Data ร่วมกัน ซึ่งจะคอยจัดการระบบสารสนเทศ โดยรวมเอา Business Process หลักๆขององค์หารเข้ามารวมไว้เป็นหนึ่งเดียว
ลักษณะของ Enterprise system ทำให้องค์กรมีโครงสร้างที่แข็งแรง และมีลักษณะการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งเป็นระยะย่อยๆของใครของมัน การบริหารจัดการดีขึ้น ใช้เทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะง่ายต่อการดูแล การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า
การได้มาซึ่ง Enterprise systems มีการสร้าง Business Model เกิดขึ้นมากมาย มีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ลงทุนมาก ใช้งานยาก ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดในการทำงาน

ส่วนประกอบอื่นๆที่ช่วยสนับสนุนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
นอกจากแนวคิดระบบใหม่ๆที่ช่วยสนับสนุนสารสนเทศได้แล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆที่เกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น

Service-oriented architecture (SOA)
คือ การนำแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันที่มีการเรียกใช้บริการที่อยู่บนเน็ตเวิร์คหรืออินเทอร์เน็ต หรือมี การให้บริการแก่แอปพลิเคชันอื่นๆ ในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้กับองค์กร โดยอาศัยหลักการเว็บเซอร์วิสซึ่งเป็นแค่เครื่องมือในการใช้งานภายในองค์กรถือเป็นแนวคิดที่ต้องสร้างเองในองค์กร
SOA แบ่งเป็น 2 คำ Service-Oriented และ Architecture
Service-Oriented เป็น Software ที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แพ็คเกจ แต่เป็นซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ทำงานเฉพาะด้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะแบ่งเป็นบริการอะไรบ้าง
Architecture คือการออกแบบ โดยจะมององค์กรโดยรวมว่าต้องการบริการอะไรบ้าง ก็จะแบ่งบริการนั้นๆออกเป็นส่วนย่อยๆ ทั้งนี้ หลายคนมองว่า SOAคือเว็บเซอร์วิสแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะเว็บเซอร์วิสเป็นแค่เครื่องมือในการใช้งาน ดังนั้น SOA จึงไม่ใช่สินค้า หาซื้อไม่ได้ แต่มันคือแนวคิดที่ต้องสร้างเองในองค์กร
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ SOA ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ
Enterprise Service Bus เป็นโครงข่ายสำคัญในการขับเคลื่อน SOA ทั้งหมด เป็นการเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชัน Design-Time Governance เป็น ดาต้าเบส กลางช่วยรวบรวมว่าองค์กรมีบริการอะไรบ้าง และช่วยนำบริการออกไปยังหน่วยงานและควบคุมบริการให้เหมาะสมกับองค์กรด้วย
Run-Time management เป็นตัวจัดการ ทำอย่างไรให้บริการทำงานสอดคล้องกับ SOA ที่ตั้งไว้
Security Gateway ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง Firewall ที่เป็นเน็ตเวิร์ก แต่เป็น Application Firewall ที่เข้าใจ คำสั่ง XML นอกจากนี้ต้องมี Application Delivery Control ช่วยเร่งความเร็วในการทำงานของ SOA ด้วย
SOA มีประโยชน์อย่างไร
SOA มีประโยชน์อย่างมากทั้งบริษัทเอกชนและองค์กรในภาครัฐ โดยถ้ามองในแง่ของบริษัทเอกชน SOA จะช่วยทำให้เกิดการรวบรวมข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจได้ง่าย ทำให้สามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน โดยไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์มของบริษัทนั้น ๆ

โปรแกรมประยุกต์ใช้งานตามภารกิจเฉพาะ (software-as-a-service : SaaS)
The software as a service business model เป็นโมเดลทางด้านธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยม โดยแนวความคิดพื้นฐานเป็นการเอามาแทนที่การขายซอร์ฟแวร์ แบบเก่า ที่มีราคาแพง และการติดตั้งที่ยุ่งยาก น่ารำคาญออกไป โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการใช้งานผ่านระบบเครือข่าย หรือตัว Internet Browser ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องซื้อฮาร์ดแวร์ หรือ ซอร์ฟแวร์ โดยผู้ใช้งานจะจ่ายเพียงแค่ค่าคิดบริการการเป็นสมาชิก หรือค่าบริการตามที่ใช้งานจริง (pay per usage) ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ SaaS on demand model ยังเป็นบริการที่สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตลอดเวลา กับความต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ สามารถดัดแปลงได้ง่าย เข้ากับองค์กร การบำรุงรักษา จะเพียงพอกับทรัพยากร และตามความต้องการ และการคำนวณค่าใช้จ่ายทางด้านการบำรุงรักษาจะเป็นอัตราที่แน่นอน และเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก
SaaS และ SOA
Saas : เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการสร้างซอร์ฟแวร์ในปัจจุบัน นอกจากนั้นซอร์ฟแวร์ยังมีการพัฒนา และผูกติดทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ผู้ผลิตรายเดียว
SOA : ซอร์ฟแวร์จะมาจากหลายแหล่งผูกติดกันแค่จุดที่ต้องการคำนวณ (point of execution) จึงทำให้สามารถเปลี่ยน เพิ่มเติมส่วนต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ จึงทำให้ยืดหยุ่นมากขึ้น
Implementing SaaS : The Utility Computing Concept.
Utility computing หมายถึงการให้บริการการประมวลผล มีความเสถียร และปลอดภัย เหมือนกับการให้บริการไฟฟ้า น้ำประปา หรือโทรศัพท์ เป้าหมายของ utility computing คือการให้บริการทรัพยากรสำหรับการประมวลผลตามความต้องการได้จากทุกแห่งทั่วโลก ตลอดเวลาและตามความต้องการ ปลอดภัย ประสิทธิภาพที่วัดได้ ราคาที่ขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณ ขนาดที่ยืดหยุ่น และง่ายในการบริหารจัดการ ในส่วนของการใช้งานระดับองค์กร จะช่วยลดเงินที่ต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาล ไอบีเอ็ม (IBM) On-Demand project, HP, Microsoft, Oracle SAP และบรรดาบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ อยู่เบื้องหลังแนวความคิดนี้
ถ้าสำเร็จ Utility computing จะเปลี่ยนเส้นทางการขายซอฟต์แวร์ การจัดส่ง และการใช้งานในโลก ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าซอฟต์แวร์ทุกชนิดจะกลายมาเป็นบริการและขายแบบเหมือนบริการทุกวันนี้

วิสาหกิจเชิงเสมือนจริง (Virtualization)
เป็นแนวความคิดใหม่ ๆ หลายครั้งที่จะนิยามความหมายว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศ" ซึ่งส่วนใหญ่ประเภทของวิสากิจเชิงเสมือนจริง คือ hardware virtualization แต่โดยทั่วไป วิสาหกิจเชิงเสมือนจริงแยกจากการใช้ประโยชน์ในธุรกิจ และข้อมูลจากทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งวิสาหกิจเชิงเสมือนจริงนั้นยอมรวมกับทรัพยากรสารสนเทศ ด้าน Hardware, Server และรวมถึงทรัพยากรต่างๆที่ต้องการ
ชนิดของวิสาหกิจเสมือนจริง มีดังนี้
การจัดเก็บ(Storage) การรวมกันทางกายภาพของการจัดเก็บจากหลากหลาย network และควบคุมจากส่วนกลาง ด้านเครือข่าย(Network) ประกอบกับเครือข่ายทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยแยกการจัดการออกเป็นส่วนๆ อีกทั้งยังรวมถึง Server ที่อยู่บนเครือข่าย
Hardware คือการใช้โปรแกรม (Software) ,Hardware ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบต่าง ๆของคอมพิวเตอร์ และระบบปฏิบัติการต่างๆ บางครั้งอาจจะเป็น virtual machine
วิสาหกิจเชิงเสมือนจริง สามารถเพิ่มขึ้นเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศ
สรุป เทคโนโลยี Virtualization เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์และได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อบุคคลกลุ่มต่างๆ ในลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับบทบาทและแง่มุมของแต่ละกลุ่มบุคคลไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภคที่จะพิจารณา

กลุ่มคนซึ่งเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร (Knowledge Workers)
ปัจจุบันสังคมได้ปรับเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตไปสู่การบริการและความรู้ และองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่เชื่อว่า "ความรู้" คือทรัพย์สินที่สำคัญและจะเป็นตัวสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพราะความรู้ลอกเลียนแบบกันยากแต่ต้องบริหารจัดการเอง ทำให้กระแสตื่นตัวเรื่อง การบริหารความรู้เป็นที่นิยมอย่างมาก ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ปฏิบัติงานบนฐานขององค์ความรู้ หรือที่เรียกว่า "Knowledge Workers" ซึ่งเป็นพลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจสังคมใหม่ ก็กลายเป็นจุดสนใจมากขึ้น
มีนักวิชาการให้ความหมายของคำว่า Knowledge Workers ว่ากลุ่มคนซึ่งเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร โดยแปลงและประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นข้อมูลข่าวสารใหม่ ซึ่งจะนำไปใช้ในการค้นหาและแก้ปัญหาขององค์กร เพิ่มผลประโยชน์ให้กับองค์กร พวกเขาสร้างความร่วมมือและทำงานร่วมกับคนอื่น เรียนรู้จากผู้อื่น พร้อมที่จะเสี่ยงและเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่แค่เพียงแต่จ้องจะวิพากษ์วิจารณ์จับผิดผู้อื่น กล่าวโดยสรุป Knowledge Workers ก็คือคนที่แก้ปัญหา ใช้สติปัญญาไม่ใช่งานแรงงานหรือธุรการงานประจำ พวกเขาต้องการความอิสระในการปฏิบัติงานสูง ใส่ใจต่อคุณภาพของการตัดสินใจและการใช้วิจารณญาณ มีความรู้พื้นฐานที่คนอื่นเลียนแบบได้ยาก สามารถในการแยกแยะ สร้าง ใช้ และพัฒนาข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนองค์ความรู้ให้มีความลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม เพื่อผลประโยชน์คือความสำเร็จขององค์กร


กิจกรรมและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
กิจกรรมและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถแบ่งออกได้เป็นสามระดับคือ
กิจกรรมเพื่อการดำเนินงานในองค์กร (Operational Activities) - การปฏิบัติงานที่เกิดเป็นประจำในองค์กร เป็นงานของพนักงานทั่วไปจนถึง supervisor เช่น การบันทึกคำสั่งสินค้า การทำบัญชีรายวัน
กิจกรรมเพื่อการบริหารงานในองค์กร (Managerial Activities) - เป็นงานในลักษณะการบริหาร ซึ่งเป็นงานบริหารระดับกลางเสียส่วนใหญ่ ผู้ที่มีบทบาทหลักได้แก่หัวหน้าฝ่าย-ผู้จัดการ เช่น การวางแผนงานระยะสั้น การจัดการและการควบคุมงาน
กิจกรรมเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กร (Strategic Activities) - เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ที่เกิดจากผู้บริหารระดับสูง เป็นการกำหนดทิศทางและการวางแผนธุรกิจขององค์กร

ลักษณะเด่นของระบบสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศ
ให้ผลตอบแทนจากเทคโนโลยีสารสนเทศสูงสุด
ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดการสารสนเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตที่ส่งผลต่อองค์กรได้
ช่วยให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสารสนเทศที่มีได้อย่างเหมาะสม
และยังช่วยเปรียบเทียบระดับคุณค่าของข้อมูลอีกด้วย


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Present Fractal Image codeing

เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนในรายวิชา Information Theory channel and Source Coding
สอนโดย ผศ ดร กัณพงศ์ วรรัตน์ปัญญา อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
โดยตัวเราเองจะต้องทำการศึกษาด้วยตนเอง และต้องนำมาเสนอให้เพื่อนๆเข้าใจ เป็นการฝึกฝนตนในเรื่องของการค้นคว้าหาข้อมูล วันทีทำการนำเสนอให้กับเพื่อนๆในห้องเรียน ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552

Fractal มีอยู่ 2 แบบ

• Fractal Geometry มีหน้าตาที่มีภาพที่มีลักษณะเป็นภาพกราฟิกที่สร้างขึ้นโดยสมการคอมพิวเตอร์
• Fractal Image coding ภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และรูปภาพทั่วๆไป
• สมการทางคณิตศาสตร์เพียงสมการเดียวกับพารามิเตอร์ เราสามารถสร้างภาพกราฟิกขนาดใหญ่ได้
• ในทางกลับกันจึงคิดแนวคิดกลับว่าภาพธรรมชาติ จะสามารถนำมาเขียนให้เป็นสมการได้หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ได้
ภาพ Fractal Geometry

ในปี 1992 Benoit Mandelbrot ได้ค้นพบว่า ภาพถ่ายในธรรมชาติไม่สามารถย้อนกลับมาเป็น
สมการทางคณิตศาสตร์ได้ แต่สามารถมองย้อนกลับ เป็น ความสัมพันธ์ระหว่างบล็อกของข้อมูลแทน เรียกว่า (self-similar) คือ ดูเหมือนกันไปหมด (เมื่อ พิจารณาจากแง่ใดแง่หนึ่ง) ไม่ว่าจะดูที่ระดับความ ละเอียด (โดยการส่องขยาย) หรือ สเกลใดๆก็ตาม

• self-similarity คือ
ในภาพหนึ่งภาพจะต้องมีส่วนที่เหมือนกันหรือซ้ำๆกันในภาพๆเดียวกัน

ต่อมา
ในปี 1995 Yuval Fisher ได้นำเสนอการเข้ารหัสข้อมูลภาพแบบแฟรคทอล
การเข้ารหัสข้อมูล Fractal Image Coding เป็นรูปแบบของการเข้ารหัสรูปภาพ โดยมีหลักการที่ให้พิจารณาดูว่าในหลายๆ ส่วนของรูปภาพนั้นมีจุดใดในภาพที่เหมือนกัน เมื่อนำภาพมาแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกได้ว่าเป็นการสำเนาตัวเองเพื่อนำมาตรวจดูว่ามีจุดใดที่มีความเหมือนกันและสัมพันธ์ระหว่างบล็อกของข้อมูล


• รหัสแฟรคทอล (Fractal Code) ประกอบไปด้วย f patten,dx,dy,o,s

S (Contrast) = ค่าคงที่ๆใช้ปรับค่าความคมชัด
O (Brightness) = ค่าคงที่ๆ ใช้ในการปรับค่าความสว่าง
Dx = ตำแหน่งของ Domain Block ในแกน x
Dy = ตำแหน่งของ Domain Block ในแกน y

Pattern = รูปแบบการหมุนภาพที่ดีที่สุดของ Domain Block

รูปแบบการเข้ารหัส